บทที่ 6 นางในดวงใจ
ตอนที่ 6 นางในดวงใจ
หนึ่งเดือนถัดมา ราวกับการเกี้ยวด้วยบทกลอน หรือการสารภาพรักนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หานอวิ๋นเฉิงยังคงสอนนางตามปกติ นางยังมีเวลาเรียนกับเขาอีกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น
ลานหินหลังห้องหนังสือเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไผ่ดังซู่เบา ๆ หานอวิ๋นเฉิงยืนมือไพล่หลัง มองศิษย์สาวที่กำลังนั่งเก็บเม็ดหมากล้อมลงกล่อง
“อิ่งหลัว”หญิงสาวรีบเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกาย
“เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์”นางประสานมือรอฟังคำตอบอย่างมีความหวัง
เขาหยิบเม็ดหมากสีดำขึ้นมาหนึ่งเม็ด พลิกมันเล่นระหว่างปลายนิ้วอย่างแผ่วเบา“วันนี้ไม่เรียนตำรา”
กล่าวจบหานอวิ๋นเฉิงเดินไปยังต้นไผ่ที่อยู่ห่างออกไปราวสิบก้าว ก่อนใช้นิ้วชี้ไปยังกิ่งไผ่เส้นหนึ่งซึ่งมีใบไม้เล็ก ๆ แกว่งไหวตามแรงลม
“มองให้ดี”เขาคีบเม็ดหมากล้อมไว้ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ ก่อนดีดออกไปอย่างรวดเร็ว
เพียะ!
เม็ดหมากพุ่งเป็นเส้นตรงราวกับลูกธนูขนาดจิ๋ว กระทบก้านใบไผ่จนขาดสะบั้น ใบไม้ร่วงหมุนลงสู่พื้นช้า ๆ อิ่งหลัวอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
“ทะ...ท่านอาจารย์!”นางรีบวิ่งไปเก็บเม็ดหมากขึ้นมาดู
เม็ดหมากยังอยู่ในสภาพเดิม ไม่มีรอยแตกแม้แต่น้อย“ทำได้อย่างไรกันเจ้าคะ”
หานอวิ๋นเฉิงรับเม็ดหมากกลับมา สีหน้ายังคงเรียบนิ่ง
“เรียนรู้ไว้ นี่มิการใช้กำลัง”เขาแตะปลายนิ้วของตนเองเบา ๆ“แต่ใช้การควบคุมแรง”จากนั้นเขาวางเม็ดหมากอีกเม็ดลงบนฝ่ามือของนาง
“เจ้าลองดู”
อิ่งหลัวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเลียนแบบท่าทางของอาจารย์ ดีดเม็ดหมากออกไปเต็มแรง
ป๊อก! เม็ดหมากตกห่างจากตัวเพียงสองก้าว ก่อนกลิ้งไปตามพื้นอย่างน่าเวทนา
“ข้า...ออกแรงมากไปหรือเจ้าคะ”นางฉีกยิ้มอย่างโง่งม
“มากเกินไป” เขาเดินเข้ามายืนด้านหลังนาง ก่อนยกมือขึ้นอย่างลังเลอยู่ชั่วอึดใจ สุดท้ายจึงใช้นิ้วแตะข้อมือของนางเพียงแผ่วเบา
“ข้อมือผ่อนลง”น้ำเสียงของเขาสงบเช่นเดิม
“แรงทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่แขน แต่อยู่ที่ปลายนิ้วและจังหวะปล่อย” เขาขยับข้อมือของนางเพียงเล็กน้อย
“ลองใหม่”
อิ่งหลัวพยายามทำตาม คราวนี้เม็ดหมากพุ่งออกไปไกลกว่าเดิม ก่อนกระทบลำต้นไผ่จนเกิดเสียง กึก
แม้จะไม่แรงนัก แต่นางก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
“โดนแล้ว!”
หานอวิ๋นเฉิงพยักหน้าเล็กน้อย“ใช้ได้”
เพียงคำชมสั้น ๆ ก็ทำให้อิ่งหลัวยิ้ม “ว่าแต่ ท่านอาจารย์ ท่านอยากให้ข้าฝึกดีดเจ้านี่ จะดีหรือเจ้าคะ ศิษย์เป็นสตรีนะ”อิ๋งหลัวยิ้มเขินและแสร้งประสานมือให้ดูเรียบร้อยราวกับสตรีผู้สูงส่ง
หานอวิ๋นเฉิงทอดสายตามองเม็ดหมากในมือ
“สตรีมิใช่ทุกคนจะมีผู้คุ้มกันอยู่ข้างกาย หากวันหนึ่งเจ้าตกอยู่ในอันตราย เม็ดหมากเพียงเม็ดเดียวอาจทำให้ศัตรูชะงักได้ชั่วขณะ”
เขาหยิบเม็ดหมากขึ้นมาอีกเม็ด“ดีดเข้าข้อมือ ศัตรูจะปล่อยอาวุธ”
สิ้นประโยคนั้นเม็ดหมากพุ่งออกไปกระทบกิ่งไม้จนสั่นไหว ปึก!
“ดีดเข้าหัวเข่า เขาจะเสียหลัก”กล่าวจบอีกเม็ดพุ่งเข้าใส่โคนต้นไผ่ดัง เพียะ
“หรือดีดเข้าหน้า...ก็เพียงพอให้เจ้ามีเวลาหันหลังวิ่ง”
อิ่งหลัวกำเม็ดหมากแน่น พลางมองอาจารย์ด้วยแววตาชื่นชม
นางเคยคิดว่าเขาเป็นเพียงบัณฑิตผู้เชี่ยวชาญตำรา
แต่วันนี้จึงได้รู้ว่า ภายใต้ท่าทีสุขุมและอ่อนโยนนั้น ยังซ่อนความสามารถที่ไม่ธรรมดาเอาไว้อีกมากมาย เขาดูดีออกปานนี้นางจะไม่รักเขาได้อย่างไร
“เชื่อฟังท่านทั้งหมด”อิ่งหลัวยกมือประสานอย่างหลงใหล
หลังการฝึกดีดเม็ดหมากล้อมไว้ใช้ป้องกันตัว
อิ่งหลัวยังไม่ละความพยายาม อีกเดือนเดียวหานอวิ๋นเฉิงก็จะไม่ได้สอนนางแล้ว
ขณะที่เขากำลังจะกลับ
“ท่านอาจารย์...ข้ารักท่านจริง ๆ นะเจ้าคะ”
เสียงหวานที่สั่นเครือเอ่ยออกมาพร้อมแววตาแน่วแน่ ทำให้หานอวิ๋นเฉิงชะงักไปเพียงชั่วอึดใจ มือที่กำลังจะยกม่านรถม้าค้างอยู่กลางอากาศ ดวงตาสงบนิ่งไหววูบอย่างยากจะสังเกต
นางยังไม่ล้มเลิกอีกหรือ? ชายหนุ่มถามตนเองในใจ
อิ่งหลัวยืนกำชายเสื้อแน่น แก้มขาวขึ้นสีระเรื่อเพราะความเขินอาย แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความจริงใจ แม้หัวใจจะเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก นางก็ไม่คิดถอยหลังอีกแล้ว
หานอวิ๋นเฉิงทอดถอนใจแผ่วเบาอยู่ในอก ดูคล้ายว่าศิษย์สาวผู้นี้จะไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ
อย่างไรก็ดี...เขาเป็นอาจารย์ ส่วนนางเป็นศิษย์ หากวันหนึ่งมีข่าวลือแพร่ออกไปว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์เกินเลย ย่อมมีแต่ผู้คนกล่าวหาว่าเขาอาศัยฐานะอาจารย์ล่อลวงศิษย์ หรือกล่าวหาว่านางใช้ความใกล้ชิดกับอาจารย์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์
ไม่ว่าเรื่องนั้นจะจริงหรือไม่ก็ตาม ชื่อเสียงของนางย่อมเสียหายยิ่งกว่าผู้ใด ส่วนเขาในฐานะหัวหน้าสำนักฮั่นหลินและอาจารย์หลวง ก็คงมิอาจหลีกเลี่ยงคำครหาได้ ดังนั้น...ความสัมพันธ์เช่นนี้ไม่ควรดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
ในเมื่อนางยังดื้อดึงเช่นนี้...
เห็นที...คงต้องใช้ไม้แข็งเสียแล้ว ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากบางเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองนาง สีหน้ายังคงเรียบเฉยดังเดิม หากน้ำเสียงกลับหนักแน่นกว่าทุกครั้ง
“คุณหนูสาม ข้าพูดก็ได้ ความจริง...ข้ามีคนที่ข้าชอบอยู่แล้ว”
เพียงประโยคเดียว อิ่งหลัวก็เบิกตากว้าง รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าค่อย ๆ เลือนหายไป สีหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
“จริงหรือเจ้าคะ”เสียงที่เคยสดใสกลับแผ่วเบา นางพยายามฝืนยิ้ม แต่แววตากลับสั่นไหวอย่างปิดไม่มิด
หานอวิ๋นเฉิงหลุบตาลงเล็กน้อย ไม่กล้ามองนางนานนัก เพราะเกรงว่าตนจะใจอ่อน“หากเจ้าไม่เชื่อ...พรุ่งนี้ยามอู่ ข้าจะไปพบนางที่โรงน้ำชาร้านฝูเสวียน”กล่าวจบ เขาก็หมุนกายขึ้นรถม้าอย่างรวดเร็ว ม่านผ้าถูกปล่อยลงบดบังใบหน้าของเขา
รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนออกไปทิ้งให้อิ่งหลัวยืนแน่นิ่งอยู่กลางถนน สายลมอ่อนพัดชายกระโปรงของนางไหวเบา ๆ แต่นางกลับไม่รู้สึกถึงสิ่งใดเลย ได้แต่จ้องมองรถม้าคันนั้นจนลับสายตา
